TOEIC vs TOEFL: ต่างกันอย่างไร เลือกสอบอันไหนดี?

TOEIC vs TOEFL: ต่างกันอย่างไร เลือกสอบอันไหนดี?
หากคุณกำลังวางแผนสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ คำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัยคือ "ควรสอบ TOEIC หรือ TOEFL ดี?" ทั้งสองการสอบนี้มาจากองค์กรเดียวกันคือ ETS (Educational Testing Service) แต่มีวัตถุประสงค์และรูปแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บทความนี้จะอธิบายความแตกต่างอย่างละเอียด พร้อมช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าควรเลือกสอบอันไหน
สรุปสั้นๆ ก่อนอ่าน
- TOEIC - เหมาะกับคนที่ต้องการใช้ภาษาอังกฤษในที่ทำงานและสมัครงานในบริษัท
- TOEFL - เหมาะกับคนที่ต้องการเรียนต่อในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ
TOEIC คืออะไร?
TOEIC ย่อมาจาก Test of English for International Communication คือการสอบวัดระดับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในบริบทการทำงานและธุรกิจระหว่างประเทศ พัฒนาขึ้นโดย ETS ในปี 1979 ตามความต้องการของกระทรวงการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น
จุดเด่นของ TOEIC
- เน้นวัดความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษในสถานการณ์การทำงานจริง
- เนื้อหาเกี่ยวกับการประชุม การเจรจาธุรกิจ การติดต่อสื่อสารในออฟฟิศ
- เป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศไทย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฝรั่งเศส
- มีผู้สอบมากกว่า 7 ล้านคนต่อปีทั่วโลก
โครงสร้างข้อสอบ TOEIC
ข้อสอบ TOEIC หลักที่นิยมสอบกันคือ TOEIC Listening and Reading ซึ่งประกอบด้วย:
Listening Section (45 นาที - 100 ข้อ)
- Part 1: Photographs (6 ข้อ) - ดูรูปภาพและเลือกคำบรรยายที่ถูกต้อง
- Part 2: Question-Response (25 ข้อ) - ฟังคำถามและเลือกคำตอบที่เหมาะสม
- Part 3: Conversations (39 ข้อ) - ฟังบทสนทนาและตอบคำถาม
- Part 4: Talks (30 ข้อ) - ฟังการพูดคนเดียวและตอบคำถาม
Reading Section (75 นาที - 100 ข้อ)
- Part 5: Incomplete Sentences (30 ข้อ) - เติมคำในช่องว่าง
- Part 6: Text Completion (16 ข้อ) - เติมคำในบทความ
- Part 7: Reading Comprehension (54 ข้อ) - อ่านบทความและตอบคำถาม
ข้อดีของ TOEIC
เนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษเชิงธุรกิจที่ใช้ในชีวิตจริง ไม่ซับซ้อนเท่าภาษาวิชาการ จึงเตรียมตัวได้ง่ายกว่า
นอกจากนี้ยังมี TOEIC Speaking and Writing ซึ่งวัดทักษะการพูดและเขียน แต่มักสอบแยกต่างหากตามความต้องการขององค์กร
TOEFL คืออะไร?
TOEFL ย่อมาจาก Test of English as a Foreign Language คือการสอบวัดความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ เพื่อยืนยันว่าผู้สอบสามารถเรียนในมหาวิทยาลัยที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการเรียนการสอนได้ เปิดสอบครั้งแรกในปี 1964
จุดเด่นของ TOEFL
- เน้นวัดทักษะภาษาอังกฤษเชิงวิชาการครบทั้ง 4 ด้าน (ฟัง พูด อ่าน เขียน)
- เนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตในมหาวิทยาลัย การบรรยาย งานวิจัย
- เป็นที่ยอมรับของมหาวิทยาลัยกว่า 12,000 แห่งใน 160 ประเทศ
- เป็นข้อสอบมาตรฐานสำหรับเรียนต่อในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา
โครงสร้างข้อสอบ TOEFL iBT
TOEFL iBT (Internet-based Test) เป็นรูปแบบที่นิยมสอบมากที่สุด ใช้เวลาสอบประมาณ 3 ชั่วโมง:
Reading Section (54-72 นาที)
- อ่านบทความวิชาการ 3-4 บทความ
- ตอบคำถาม 30-40 ข้อ
- เนื้อหาครอบคลุมวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์
Listening Section (41-57 นาที)
- ฟังบทบรรยาย (lecture) และบทสนทนาในบริบทมหาวิทยาลัย
- ตอบคำถาม 28-39 ข้อ
- มีทั้งสำเนียงอเมริกัน อังกฤษ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
Speaking Section (17 นาที)
- ตอบคำถาม 4 ข้อ
- มีทั้งแบบอิสระและแบบบูรณาการ (ฟัง+อ่าน แล้วพูด)
- บันทึกเสียงและส่งให้ผู้ประเมินตรวจ
Writing Section (50 นาที)
- เขียน 2 Task
- Task 1: Integrated Writing (อ่าน+ฟัง แล้วสรุป)
- Task 2: Independent Writing (เขียนเรียงความแสดงความคิดเห็น)
ความท้าทายของ TOEFL
ข้อสอบ TOEFL มีความยากกว่า TOEIC อย่างเห็นได้ชัด เพราะเนื้อหาเป็นภาษาวิชาการระดับมหาวิทยาลัย และต้องใช้ทักษะครบทั้ง 4 ด้าน
ตารางเปรียบเทียบ TOEIC vs TOEFL
| Feature | TOEIC | TOEFL |
|---|---|---|
| วัตถุประสงค์หลัก | วัดทักษะสำหรับการทำงาน | วัดทักษะสำหรับการเรียนต่อ |
| ทักษะที่วัด | Listening & Reading (หลัก) | Listening, Reading, Speaking, Writing |
| ระบบคะแนน | 10-990 คะแนน | 0-120 คะแนน |
| ระยะเวลาสอบ | 2 ชั่วโมง | 3 ชั่วโมง |
| ค่าสอบ (โดยประมาณ) | 1,900-2,500 บาท | 7,500-8,500 บาท |
| เนื้อหา | ภาษาอังกฤษธุรกิจ | ภาษาอังกฤษวิชาการ |
| ความยากโดยรวม | ปานกลาง | ยาก |
| ผลสอบหมดอายุ | 2 ปี | 2 ปี |
| ผลสอบออก | 3-4 สัปดาห์ | 6-10 วัน |
เปรียบเทียบคะแนน TOEIC, TOEFL และ CEFR
การเปรียบเทียบคะแนนระหว่าง TOEIC และ TOEFL สามารถใช้กรอบมาตรฐาน CEFR (Common European Framework of Reference for Languages) เป็นตัวเชื่อมได้ แม้ว่าการแปลงคะแนนโดยตรงอาจไม่แม่นยำ 100% เนื่องจากทั้งสองข้อสอบวัดคนละบริบท
เทียบคะแนน TOEIC, TOEFL และ CEFR
| CEFR | TOEIC | IELTS | Description |
|---|---|---|---|
| A1 | 120-220 | 0-18 | ผู้เริ่มต้น |
| A2 | 225-545 | 19-40 | พื้นฐาน |
| B1 | 550-780 | 41-64 | ระดับกลาง |
| B2 | 785-940 | 65-94 | ระดับกลาง-สูง |
| C1 | 945-990 | 95-113 | ระดับสูง |
| C2 | 990 | 114-120 | ระดับเชี่ยวชาญ |
หมายเหตุเรื่องการเทียบคะแนน
ETS ระบุว่าคะแนน TOEIC และ TOEFL มีความสัมพันธ์กันในระดับ r = 0.75 หมายความว่าคนที่ทำคะแนนสูงในข้อสอบหนึ่ง มีแนวโน้มทำคะแนนสูงในอีกข้อสอบหนึ่งด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้การแปลงคะแนนทดแทนกันโดยตรง
ความแตกต่างสำคัญระหว่าง TOEIC และ TOEFL
1. วัตถุประสงค์และการนำไปใช้
TOEIC ถูกออกแบบมาเพื่อวัดความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในที่ทำงาน บริษัทต่างๆ ใช้คะแนน TOEIC เพื่อ:
- คัดเลือกพนักงานใหม่
- ประเมินความสามารถพนักงานปัจจุบัน
- พิจารณาเลื่อนตำแหน่ง
- กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับตำแหน่งต่างๆ
TOEFL ถูกออกแบบมาเพื่อวัดความพร้อมทางภาษาสำหรับการเรียนในระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยใช้คะแนน TOEFL เพื่อ:
- คัดเลือกนักศึกษาต่างชาติ
- กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับการรับเข้าเรียน
- พิจารณาให้ทุนการศึกษา
- จัดระดับคลาสเรียนภาษาอังกฤษ
2. รูปแบบข้อสอบ
TOEIC มุ่งเน้นทักษะการรับสาร (Receptive Skills) คือการฟังและอ่าน ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในที่ทำงานส่วนใหญ่ เช่น การอ่านอีเมล การฟังการประชุม การอ่านรายงาน
TOEFL ครอบคลุมทักษะทั้ง 4 ด้าน (4 Skills) รวมถึงการพูดและเขียน เพราะนักศึกษาต้องทำงานกลุ่ม นำเสนอ เขียนรายงาน และตอบคำถามในชั้นเรียน
3. เนื้อหาและบริบท
TOEIC ใช้เนื้อหาจากสถานการณ์ในที่ทำงานจริง เช่น:
- บทสนทนาในที่ประชุม
- อีเมลธุรกิจ
- โฆษณาและประกาศในบริษัท
- การเดินทางและการจองโรงแรม
- การบริการลูกค้า
TOEFL ใช้เนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตในมหาวิทยาลัย เช่น:
- บทบรรยายวิชาประวัติศาสตร์ ชีววิทยา ดาราศาสตร์
- บทสนทนาระหว่างนักศึกษากับอาจารย์
- การสนทนาเรื่องลงทะเบียนเรียน
- บทความวิจัยทางวิชาการ
4. ระดับความยาก
ผู้สอบส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่า TOEFL ยากกว่า TOEIC ด้วยเหตุผลหลายประการ:
- ภาษาวิชาการซับซ้อนกว่าภาษาธุรกิจ
- ต้องใช้ทักษะมากกว่า (รวมพูดและเขียน)
- ใช้เวลาสอบนานกว่า
- ต้องบูรณาการทักษะหลายด้านพร้อมกัน
5. ค่าใช้จ่าย
TOEIC Listening & Reading มีค่าสอบประมาณ 1,900-2,500 บาท ขึ้นอยู่กับศูนย์สอบ
TOEFL iBT มีค่าสอบประมาณ 7,500-8,500 บาท (ประมาณ $235 USD)
นอกจากนี้ TOEFL ยังมีค่าบริการเพิ่มเติม เช่น:
- ค่าลงทะเบียนล่าช้า: $40
- ค่าเลื่อนวันสอบ: $60
- ค่าส่งคะแนนเพิ่มเติม: $25 ต่อสถาบัน
ใครควรสอบ TOEIC?
เลือก TOEIC ถ้าคุณ...
- ต้องการสมัครงานในบริษัทที่กำหนดคะแนน TOEIC
- ต้องการเลื่อนตำแหน่งหรือขอปรับเงินเดือน
- ทำงานในสภาพแวดล้อมที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ
- ต้องการวัดความก้าวหน้าในการเรียนภาษาอังกฤษธุรกิจ
TOEIC เหมาะกับ:
- พนักงานบริษัท - หลายองค์กรใช้ TOEIC เป็นเกณฑ์คัดเลือกหรือเลื่อนตำแหน่ง
- นักศึกษาที่กำลังจะจบ - ใช้ประกอบการสมัครงาน
- ผู้ที่ต้องการวัดระดับภาษา - เพื่อรู้จุดแข็งจุดอ่อนของตัวเอง
- ผู้ที่ทำงานในบริษัทญี่ปุ่น เกาหลี - ประเทศเหล่านี้นิยมใช้ TOEIC มาก
คะแนน TOEIC ที่องค์กรต้องการ
| ระดับ | คะแนน | การใช้งาน |
|---|---|---|
| พื้นฐาน | 400-550 | เข้าใจภาษาอังกฤษในงานประจำวัน |
| ดี | 550-700 | สื่อสารได้ในสถานการณ์ทั่วไป |
| ดีมาก | 700-850 | ทำงานกับชาวต่างชาติได้คล่อง |
| เยี่ยม | 850+ | ใช้ภาษาอังกฤษได้ใกล้เคียง Native |
ใครควรสอบ TOEFL?
เลือก TOEFL ถ้าคุณ...
- ต้องการเรียนต่อมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ
- กำลังสมัครทุนที่กำหนดคะแนน TOEFL
- ต้องการทำงานในสถาบันการศึกษา
- ต้องการพิสูจน์ทักษะภาษาอังกฤษครบ 4 ด้าน
TOEFL เหมาะกับ:
- ผู้ที่ต้องการเรียนต่อ - โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลีย
- ผู้สมัครทุนการศึกษา - ทุนส่วนใหญ่กำหนดคะแนน TOEFL
- นักวิชาการและนักวิจัย - ต้องใช้ภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ
- ผู้ที่ต้องการวีซ่าบางประเภท - บางประเทศรับ TOEFL
คะแนน TOEFL ที่มหาวิทยาลัยต้องการ
| ระดับ | คะแนน | การใช้งาน |
|---|---|---|
| ขั้นต่ำ | 60-79 | สมัคร Community College |
| เฉลี่ย | 80-99 | สมัครปริญญาตรีทั่วไป |
| ดี | 100-109 | สมัครปริญญาโททั่วไป |
| ดีมาก | 110+ | สมัครมหาวิทยาลัยชั้นนำ, MBA, PhD |
วิธีตัดสินใจเลือกสอบ
การเลือกระหว่าง TOEIC และ TOEFL ควรพิจารณาจากปัจจัยเหล่านี้:
1. ตรวจสอบความต้องการของเป้าหมาย
- สมัครงาน → ดูว่าบริษัทกำหนดคะแนนอะไร (ส่วนใหญ่คือ TOEIC)
- เรียนต่อ → ดูว่ามหาวิทยาลัยรับคะแนนอะไร (ส่วนใหญ่คือ TOEFL)
- ทุนการศึกษา → ดูเงื่อนไขของทุน
2. ประเมินทักษะปัจจุบัน
- หากคุณถนัดฟังและอ่าน แต่ยังไม่มั่นใจเรื่องพูดและเขียน → เริ่มจาก TOEIC
- หากคุณมีทักษะครบทั้ง 4 ด้าน → สามารถสอบ TOEFL ได้
3. พิจารณางบประมาณ
- TOEIC ถูกกว่ามาก สามารถสอบซ้ำได้หลายครั้งด้วยงบเท่ากัน
- TOEFL แพงกว่า ควรเตรียมตัวให้พร้อมก่อนสอบ
4. คำนึงถึงเวลาที่มี
- TOEIC เตรียมตัวง่ายกว่า ใช้เวลาน้อยกว่า
- TOEFL ต้องใช้เวลาเตรียมตัวมากกว่า โดยเฉพาะทักษะพูดและเขียน
เคล็ดลับ
หากยังไม่แน่ใจ ลองสอบ TOEIC ก่อนเพื่อวัดระดับพื้นฐาน หากคะแนนดี (750+) และต้องการเรียนต่อในอนาคต ค่อยพัฒนาทักษะพูดและเขียนเพิ่มเพื่อสอบ TOEFL
สรุป: TOEIC vs TOEFL ควรสอบอันไหน?
| เป้าหมาย | แนะนำ |
|---|---|
| สมัครงานในบริษัท | TOEIC |
| เลื่อนตำแหน่ง/ปรับเงินเดือน | TOEIC |
| เรียนต่อมหาวิทยาลัยต่างประเทศ | TOEFL |
| สมัครทุนการศึกษา | TOEFL |
| วัดระดับภาษาเบื้องต้น | TOEIC |
| พิสูจน์ทักษะครบ 4 ด้าน | TOEFL |
| งบประมาณจำกัด | TOEIC |
| ต้องการเรียนต่อ MBA | TOEFL หรือ TOEIC (บางสถาบัน) |
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ตรวจสอบความต้องการของเป้าหมายคุณก่อนตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นบริษัท มหาวิทยาลัย หรือทุนการศึกษา แต่ละแห่งอาจมีเกณฑ์แตกต่างกัน
เตรียมสอบกับ TaleLingo
ไม่ว่าคุณจะเลือกสอบ TOEIC หรือ TOEFL การสร้างรากฐานภาษาอังกฤษที่แข็งแกร่งคือสิ่งสำคัญที่สุด TaleLingo ช่วยให้คุณ:
- เพิ่มคำศัพท์ - เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ผ่านนิทานสนุกที่ช่วยให้จำได้ง่าย
- ฝึกทักษะฟัง - ฟังเสียงจาก Native Speaker หลากหลายสำเนียง
- วัดระดับ CEFR - รู้จุดเริ่มต้นและติดตามความก้าวหน้าของตัวเอง
- เรียนรู้แบบไม่น่าเบื่อ - ระบบ Gamification ทำให้การเรียนสนุก
เริ่มต้นพัฒนาภาษาอังกฤษวันนี้
ลองใช้ TaleLingo ฟรี และเริ่มต้นเส้นทางสู่การสอบ TOEIC หรือ TOEFL ที่มั่นใจได้!
บทความที่เกี่ยวข้อง
เปรียบเทียบเปรียบเทียบ CEFR B1 vs B2: ต่างกันอย่างไร ควรเริ่มจากอันไหน
หลายคนที่กำลังเรียนภาษาอังกฤษคงเคยได้ยินคำว่า CEFR กันมาบ้าง และอาจสงสัยว่า ระดับ B1 กับ B2 ต่างกันอย่างไร ควรตั้งเป้าหมายที่ระดับไหน และต้องใช้เวลาเร...
อ่านเพิ่มเติม
เปรียบเทียบIELTS vs TOEIC: สอบอันไหนดี? เปรียบเทียบแบบละเอียด
IELTS vs TOEIC: เลือกสอบอันไหนดี? หลายคนสงสัยว่าควรสอบ IELTS หรือ TOEIC ดี? บทความนี้จะเปรียบเทียบทั้งสองการสอบแบบละเอียด เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ถู...
อ่านเพิ่มเติม